เจมี่ คาร์ราเกอร์ “ผิดหวัง” กับจุดโทษลิเวอร์พูล แต่โวยแนวรับอินเตอร์ “อย่าไปดึงเสื้อให้ผู้ตัดสินมีเรื่องเป่า” ufabet
ลิเวอร์พูลคว้าชัยชนะที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับสโมสรท่ามกลางฟอร์มที่ไม่คงที่และหลังจากเหตุการณ์ของโมฮาเหม็ด ซาลาห์ แต่ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ไม่พอใจกับการตัดสินจุดโทษที่ทำให้ได้ประตูชัย
เกมใหญ่ระหว่าง อินเตอร์ มิลาน กับ ลิเวอร์พูล ที่ซาน ซิโร่ ไม่ได้จบลงด้วยแค่ผลการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังทิ้งประเด็นร้อนให้ถกกันยาว โดยเฉพาะจังหวะจุดโทษท้ายเกมที่ทำให้ลิเวอร์พูลบุกคว้าชัยแบบเฉือน ๆ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่า “สมควรหรือไม่”
หนึ่งในคนที่ออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาคือ เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตกองหลังลิเวอร์พูลและกูรูชื่อดัง เขายอมรับว่าในฐานะอดีตนักเตะและคนที่เคยยืนในตำแหน่งแนวรับมาก่อน มองว่าจุดโทษลูกนี้ “ค่อนข้างโหด” ถ้ามองจากมุมของอินเตอร์ แต่ขณะเดียวกันก็อดตำหนิกองหลังตัวเองไม่ได้ว่า
“ถ้าเป็นผมหรือทีมผมโดนแบบนี้ ผมต้องผิดหวังมากแน่ ๆ
แต่ในฐานะกองหลัง ผมก็ต้องถามกลับว่า ไปดึงเสื้อเขาทำไม ปล่อยให้ผู้ตัดสินมีเรื่องจะเป่าทำไมตั้งแต่แรก”
นี่คือมุมมองที่ทั้งปกป้องฝั่งอินเตอร์ในแง่ความรู้สึก แต่ก็สะท้อนความจริงของฟุตบอลสมัยใหม่ที่ทุกจังหวะในกรอบเขตโทษสามารถถูก “ขยาย” ด้วย VAR ได้ทุกวินาที
ฉากดราม่าหลัก: ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ ล้มในเขตโทษ บาสตูนี ดึงเสื้อ หรือแค่แตะตัว?
จังหวะปัญหาเกิดขึ้นช่วงท้ายเกม เมื่อ ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ ตัวสำรองที่อาร์เน่ สลอตเปลี่ยนลงมาเพื่อเพิ่มมิติในเกมรุก พยายามหาพื้นที่ในกรอบเขตโทษ ก่อนรู้สึกถึงแรงดึงจากด้านหลัง
ภาพช้าแสดงให้เห็นว่า อเลสซานโดร บาสตูนี มีการเอามือจับและดึงเสื้อของเวิร์ตซ์เล็กน้อยในจังหวะประกบ โดยเวิร์ตซ์รู้สึกว่าถูกฉุดรั้งจึงล้มลง
ในสนาม ผู้ตัดสินตัดสินใจให้เป็นจุดโทษ ท่ามกลางการประท้วงอย่างหนักของผู้เล่นอินเตอร์ และเสียงบ่นของแฟนบอลในสนามที่รู้สึกว่าเป็นการตัดสินที่ “เบาไป”
แต่ในยุคที่กล้องจับได้ทุกองศา การดึงเสื้อให้เห็นชัด ๆ ในเขตโทษคือความเสี่ยงระดับสูงสุดอยู่แล้ว
คาร์ราเกอร์จึงพูดชัดว่า
“ผมไม่คิดว่ามันควรเป็นจุดโทษ
แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปดึงเสื้อเขาด้วย เขาหันหลังให้ประตูด้วยซ้ำ ไม่ได้กำลังจะหลุดเดี่ยว”
ประโยคนี้เหมือนเตือนกองหลังทุกคนในยุค VAR ว่า บางครั้ง “แค่แตะเบา ๆ” ในความรู้สึกเรา แต่ในภาพรีเพลย์มันคือหลักฐานชัดเจนให้ผู้ตัดสินยืนคำตัดสินได้เลย
ลิเวอร์พูลภายใต้แรงกดดันจากดราม่า “ซาลาห์ – สลอต” ก่อนเกม
สิ่งที่ทำให้เกมนี้ถูกจับตามองมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพราะเป็นศึกแชมเปียนส์ลีกระหว่างสองทีมใหญ่เท่านั้น แต่ยังมี “ดราม่านอกสนาม” อย่างกรณี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์แรงจนแฟนบอลและสื่อสะเทือนทั้งเกาะอังกฤษ
ซาลาห์รู้สึกเหมือนถูก “โยนขึ้นรถบัส” หรือโดนกดดันให้รับผิดชอบต่อฟอร์มทีมมากเกินไป พร้อมยอมรับว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสลอต “แทบไม่มีเหลือแล้ว” หลังถูกดรอปเป็นตัวสำรองต่อเนื่อง
ในเกมที่ซาน ซิโร่ ลิเวอร์พูลจึงลงเล่นโดยไม่มีทั้ง
- ซาลาห์
- โคดี้ กัคโป
- เฟเดริโก้ เคียซ่า
สามตัวรุกชื่อดังหายไปหมด ทำให้แรงกดดันถาโถมทั้งก่อนเกมและระหว่างเกม เพราะถ้าทีมผลงานไม่ดีขึ้น ดราม่าที่มีอยู่ก็พร้อมจะขยายใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่า
การได้ชัยชนะจากจุดโทษที่หลายคนมองว่า “เบาไปหน่อย” จึงเหมือนเป็นการช่วยให้สลอตหายใจได้โล่งขึ้น แต่ก็หนีไม่พ้นคำถามเรื่องมาตรฐานการตัดสินอยู่ดี
แท็กติกหอกคู่ที่ยังไม่ลงตัว อีคิติเก้ + อเล็กซานเดอร์ อิซัค
การขาดซาลาห์ทำให้สลอตตัดสินใจลองสิ่งที่แฟนบอลหลายคนอยากเห็นมานาน นั่นคือการส่ง อเล็กซานเดอร์ อิซัค ลงเล่นคู่กับ ฮูโก้ อีคิติเก้
บนกระดาษ นี่คือคู่กองหน้าที่น่าสนใจมาก
- อิซัค มีจุดเด่นเรื่องการเคลื่อนที่หาช่องและการจบสกอร์
- อีคิติเก้ มีความเร็วและการลุยแนวรับคู่แข่ง
เบื้องหลังเน้นเล่นในระบบเพชร (diamond) ที่มีมิดฟิลด์สี่คนคอยปั้นเกมด้านหลัง ได้แก่
- ไรอัน กราเวนเบิร์ช
- อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์
- เคอร์ติส โจนส์
- โดมินิค โซบอสไล
รูปแบบนี้มองเผิน ๆ ดูน่าสนุก เพราะมีมิดฟิลด์สายเทคนิคเต็มไปหมด แต่ในความเป็นจริง ลิเวอร์พูลกลับ “ทื่อ” กว่าที่คิดในพื้นที่สุดท้าย
เกมส่วนใหญ่ในครึ่งแรกจึงวนเวียนอยู่แถว ๆ นอกเขตโทษ ขาดจังหวะจบที่เฉียบคม และทำให้แนวรับอินเตอร์คุมเกมได้ง่ายในหลายช่วง
ประตูของโคนาเต้ที่โดนริบ สัญญาณว่าลิเวอร์พูลกำลังมาดีขึ้น
ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลเริ่มเร่งเกมและพยายามกดอินเตอร์ให้ถอยลึกมากขึ้น จังหวะหนึ่งที่ทำให้แฟนหงส์เฮแล้วเงียบไปคือประตูของ อิบราฮิม่า โคนาเต้ ที่ชาร์จจ่อ ๆ เข้าประตู
แต่หลังเช็ก VAR กลับพบว่ามีจังหวะล้ำหน้าและอาจมีการแฮนด์บอลของฮูโก้ อีคิติเก้ ในจังหวะก่อนหน้า ทำให้ประตูถูกยกเลิกไป
แม้จะผิดหวัง แต่ช่วงเวลาหลังจากนั้นแสดงให้เห็นว่าลิเวอร์พูล “เริ่มจับจังหวะเกมได้” และเป็นฝ่ายกดดันมากกว่าอินเตอร์
อย่างไรก็ตาม การครองบอลเหนือกว่าไม่ได้แปลว่าจะยิงประตูได้เสมอไป จนกว่าสลอตจะตัดสินใจเปลี่ยนเกมอีกครั้งด้วยการส่ง ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ ลงสนาม
เวิร์ตซ์: ตัวเปลี่ยนเกม และต้นทางของดราม่าจุดโทษ
เวิร์ตซ์ลงมาพร้อมบทบาทชัดเจนคือสร้างจังหวะระหว่างไลน์แนวรับกับมิดฟิลด์คู่แข่ง ใช้ทักษะและการหาพื้นที่เพื่อดึงตัวประกบ และเจาะจุดอ่อนของอินเตอร์ในช่วงที่เริ่มล้า
เขาสามารถเชื่อมเกมกับโซบอสไลและกราเวนเบิร์ชได้ดี และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่กล้าเลี้ยงจี้เข้าหาคู่แข่งในจุดเสี่ยง
จังหวะที่กลายเป็นประเด็นคือการที่เขารับบอลหันหลังให้ประตู พยายามพักบอล และรู้สึกถึงแรงดึงที่เสื้อจากบาสตูนี ก่อนล้มลงในเขตโทษ
ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ก่อนที่ VAR จะตรวจสอบและยืนยันคำตัดสิน
โซบอสไล รับหน้าที่ยิงไม่พลาด ลิเวอร์พูลคว้าสามคะแนนแบบสุดเครียด แต่เต็มไปด้วยเสียงบ่นจากฝั่งอินเตอร์และแฟนบอลทีมอื่นที่มองว่าจังหวะนี้ “เบาเกินไปจะเป็นจุดโทษ”
คาร์ราเกอร์: “ไม่ใช่จุดโทษในสายตาผม แต่กองหลังก็ต้องโทษตัวเองเหมือนกัน”
บนรายการของ CBS Sports คาร์ราเกอร์วิเคราะห์จังหวะนี้แบบไม่อ้อมค้อม
- เขาย้ำว่า ถ้าเป็นทีมตัวเองโดนแบบนี้ เขาจะ “ผิดหวังมาก”
- แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ปกป้องกองหลังของอินเตอร์เลย เพราะการไปดึงเสื้อคู่แข่งในเขตโทษคือพฤติกรรมที่เสี่ยงเกินไปในฟุตบอลยุคนี้
เขาสรุปแบบชัดเจนว่า
“ผมไม่คิดว่ามันควรเป็นจุดโทษหรอก
แต่ถ้าคุณไปดึงเสื้อเขาในกรอบเขตโทษ คุณก็เปิดโอกาสให้ผู้ตัดสินตัดสินแบบนี้ได้เอง
เขาหันหลังให้ประตู ไม่ได้กำลังจะหลุดเดี่ยว คุณแค่ไม่ต้องแตะต้องเขาเลยยังได้”
คำพูดนี้กลายเป็นประเด็นต่อมาบนโซเชียล หลายคนเห็นด้วย หลายคนโต้แย้ง แต่ทั้งหมดสะท้อนชัดว่า ฟุตบอลยุค VAR ไม่เหลือพื้นที่สำหรับ “การแอบทำฟาวล์นิด ๆ หน่อย ๆ” อีกต่อไป
ลิเวอร์พูลได้มากกว่าชัยชนะ การปลดล็อกสภาพจิตใจหลังช่วงฟอร์มเป๋
ก่อนเกมนี้ ลิเวอร์พูลอยู่ในช่วงฟอร์มกระท่อนกระแท่น มีทั้งผลเสมอและแพ้ปะปน แถมยังมีดราม่าซาลาห์ที่ประเดกันทั้งสื่อและโลกออนไลน์
ชัยชนะนัดนี้จึงมีความหมายมากกว่าการขยับอันดับขึ้นไปอยู่ที่ อันดับ 8 ในตารางลีกเฟสแชมเปียนส์ลีก
สิ่งที่ทีมได้คือ
- ความมั่นใจว่า “แม้ไม่มีซาลาห์ เรายังเอาชนะทีมใหญ่ได้”
- การตอบคำถามบางส่วนว่าระบบใหม่ของสลอตยังพอเดินต่อได้
- การกลับมาของฟอร์มผู้เล่นบางคน โดยเฉพาะโซบอสไลและกราเวนเบิร์ชที่เล่นได้เด่นชัด
แม้เกมนี้ลิเวอร์พูลจะถูกมองว่า “ฟันธงไม่ได้ว่าคู่ควรชัยแบบ 100%” แต่ในโลกฟุตบอล ความจริงง่าย ๆ คือ สามแต้มก็คือสามแต้ม และบางครั้งทีมที่กำลังต้องการความมั่นใจ ก็ต้องอาศัยจังหวะและดวงเข้าช่วยบ้างเหมือนกัน
บทเรียนจากเกมนี้ สำหรับทั้งลิเวอร์พูลและอินเตอร์
สำหรับลิเวอร์พูล
- ต้องหาความบาลานซ์ระหว่างการครองบอลกับการสร้างโอกาสชัด ๆ ให้มากขึ้น
- ต้องหาวิธีดึงศักยภาพของอิซัคและอีคิติเก้ออกมาให้ดีกว่านี้
- ต้องจัดการดราม่าซาลาห์ด้วยวิธีที่ทำให้ห้องแต่งตัวไม่แตก
สำหรับอินเตอร์
- จังหวะเล็ก ๆ อย่างการดึงเสื้อในเขตโทษ อาจเปลี่ยนผลการแข่งขันทั้งเกม
- การเล่นเกมรับในช่วงท้ายต้องนิ่งกว่านี้ โดยเฉพาะในรายการที่ VAR ตรวจทุกดีเทล
- แม้จะแพ้แบบเจ็บใจ แต่ฟอร์มโดยรวมของทีมในเกมนี้ไม่ได้เลวร้าย
ในแง่ภาพรวม เกมนี้จึงเป็นเหมือน “เคสศึกษา” ชั้นดีของยุคฟุตบอล VAR ว่า ทุกสัมผัส ทุกการดึงเสื้อ ทุกการผลักเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของทั้งทีมได้
เหมือนจังหวะดึงเสื้อเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนผลลัพธ์ทั้งเกม การวิเคราะห์รายละเอียดเล็กน้อยในฟุตบอลก็สามารถเปลี่ยนจากลุ้นเฉย ๆ เป็นลุ้นแบบมีโอกาสทำกำไรได้ ถ้าคุณอยากลองใช้มุมมองแบบกูรูอ่านเกมไปต่อยอดในการเชียร์บอล ลองมองหาโอกาสคู่ดี ๆ ผ่าน ufabet แล้วคุณจะรู้ว่าการ มองขาดก่อนเป่า สำคัญแค่ไหนในโลกเดิมพันจริง ๆ
